dot dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวเพื่อการศึกษา
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวสำหรับพนักงาน
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวแบบผสมผสาน
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวแบบครอบครัว
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวแบบกลุ่มเพื่อน
bulletกรุ๊ปนำเที่ยวทัศนศึกษา
dot
dot
bulletกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
bulletทัวร์ภาคใต้
bulletโครงการพัฒนาผู้เรียนค่าย “ทศปัญญา”
dot

dot


วังทัวร์
วังอักษร
วังทัวร์


เวียดนาม (Vietnam)

 

เวียดนาม (Vietnam)

ประเทศเวียดนาม เมืองหลวงคือ ฮานอย อยู่ทางภาคเหนือ เป็นเมืองศูนย์กลางด้านการค้าและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีเมืองสำคัญต่างๆ ที่เรามักรู้จักและคุ้นเคยได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี้ (ไซ่ง่อน) อยู่ทางภาคใต้ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด และเป็นศูนย์กลางทางการค้าด้วย ไฮฟองเป็นเมืองท่าอยู่ทางชายฝั่งตอนเหนือใกล้เมืองฮานอย ดานัง เป็นเมืองท่าและเป็นเมืองด้านการท่องเที่ยว ติดทะเลจีนใต้ อยู่ทางภาคกลางของเวียดนาม ส่วนเว้เป็นเมืองประวัติศาสตร์ใกล้เมืองดานัง
 


 

เวียดนาม มีอาณาเขตพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 327,500 ตารางกิโลเมตร ความยาวจากเหนือจรดใต้รวมทั้งหมด 1,650 กิโลเมตร ซึ่งขนานไปตามแนวยาวของคาบสมุทรอินโดจีน นอกจากนี้ยังมีไหล่เขา และหมู่เกาะต่างๆ อีกนับพันเกาะเรียงราย ตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยไปจนถึงอ่าวไทย ทิศเหนือติดประเทศจีน ทิศใต้ติดทะเลจีนใต้ ทิศตะวันออกติดอ่าวตังเกี๋ย และทะเลจีนใต้ ทิศตะวันตกติดอ่าวไทย ประเทศกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเนื่องจากแผ่นดินของเวียดนามมีความยาวมาก ทำให้ลักษณะภูมิประเทศ และภูมิอากาศแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทั้งในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้เป็นเสน่ห์ที่น่าสนใจ เพราะเราสามารถเปลี่ยนบรรยากาศในการเดินทางไปเที่ยวประเทศเวียดนามได้ในหลาย พื้นที่ และแต่ละเมืองก็มีเอกลักษณ์ที่สวยงามต่างกันไป รวมทั้งความหลากหลายทางวัฒธรรม เวียดนามมีการผสมผสานด้านวัฒนธรรมจากหลายชนชาติ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.432 เวียดนามตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจากจักรพรรดิจีนนานกว่าพันปี ดังนั้นสิ่งก่อสร้าง อาหารการกินก็จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงวัฒนธรรมจีนมาก และเมื่อสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามาปกครอง เวียดนามก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสด้วย ตึกสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลจึงมีให้พบเห็นมากมาย จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่สวยงามแปลกตาอย่างหนึ่ง

เทศกาลที่น่าสนใจ

เทศกาลเต็ด (Tet)
โดย ปกติแล้ว ชาวเวียดนามจะเฉลิมฉลองเทศกาลต่างๆ อย่างน้อย 3 - 7 วัน ติดต่อกัน โดยมีเทศกาลทางศาสนาที่สำคัญที่สุด คือ “เต็ดเหวียนดาน” (Tet Nguyen Dan) มีความหมายว่า เทศกาลแห่งรุ่งอรุณแรกของปี ที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า เทศกาลเต็ด เทสกาลจะเริ่มต้นขึ้น 1 สัปดาห์ก่อนจะมีวันขึ้นปีใหม่ ตามจันทรคติ คือ ระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ในวันขึ้น 15 ค่ำ ของวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในฤดูหนาว กับวันที่กลางวันยาวเท่ากับกลางคืนในฤดูใบไม้ผลิ เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลอง ในภาพรวมทั้งหมดของความเชื่อในเทพเจ้าลัทธิเต๋า ขงจื๊อ และศาสนาพุทธ รวมถึงการเคารพบรรพบุรุษ

เทศกาลฤดูใบไม้ร่วง
สำหรับ เทศกาลฤดูใบไม้ร่วง นับตามจันทรคติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี ชาวบ้านจัดประกวด “ขนมบันตรังทู” หรือ ขนมเปี๊ยะโก๋ญวน ทีมีรูปร่างกลม มีไส้ถั่วและไส้ผลไม้ พร้อมทั้งจัดขบวนแห่เชิดมังกร เพื่อแสดงความเคารพต่อพระจันทร์ ซึ่งในบางหมู่บ้านอาจประดับโคมไฟพร้อมทั้งจัดงานขับร้องเพลงพื้นบ้าน
 

ฮอยอัน-โฮจิมินห์

บ้านเรือนริมฝั่งแม่น้ำสายเก่าแก่ ที่พัดพาวัฒนธรรมจากแดนไกลมาสู่เมืองเล็กๆ ชุมชนต่างชาติต่างภาษา อาศัย อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขมาเนิ่นนานหลายชั่วอายุคน ถนนสายสั้นๆ เต็มไปด้วยเรื่องราวที่อยากเล่าสู่คนต่างถิ่นผู้มาเยี่ยมเยือน โคมไฟหลากสีแขวนอยู่หน้าร้านรวง คล้ายจะรอใครสักคนมาเป็นเจ้าของ บรรยากาศอันเดียวดาย แต่โรแมนติกอย่างร้ายกาจเช่นนี้ พาให้ใครหลายคนฝันถึงการเดินทางไปยังเมืองที่ชื่อว่า “ฮอยอัน” ฉากความงดงามหวานซึ้ง ยังติดตรึงอยู่ในใจ ช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่มีต่อเมืองอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ถัดลงมาทางใต้อย่าง “โฮจิมินห์” ดินแดนอันเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ทางการเมืองอันเข้มข้นที่เคยรับรู้ ชวนให้จินตนาการย้อนไปถึงช่วงเวลาที่แสนวุ่นวาย ซึ่งบัดนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของโลก แม้ฮอยอัน และโฮจิมินห์ จะมอบความรู้สึกที่แตกต่างกันให้แก่ผู้มาเยือน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ เมืองทั้งสองแห่งล้วนเป็นเมืองแห่ง “ความทรงจำ” ที่อดีตช่างมีความหมาย สิ่งที่ผ่านพ้นไปช่างมีคุณค่า สมควรแก่การเดินทางไปสัมผัสสักครั้ง

ฮอยอัน

สะพานญึ่ปุ่น (Japanese Covered Bridge)
ราว 400 ปีก่อน ชุมชนชาวญี่ปุ่นซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองฮอยอัน ได้ร่วมแรงร่วมใจกันก่อสร้าง สะพานแห่งหนึ่งขึ้น รูปทรงโค้งที่สวยงามลงตัวของสะพาน ประกอบเข้ากับหลังคามุงกระเบื้องสีเขียวเหลือง ตรงกลางมีเจดีย์ทรงจัตุรัส เมื่อข้ามสะพานมายังอีกฟากหนึ่งของเมือง จะพบกับบ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ่นในยุคเก่า ด้วยความงดงามอย่างมีเอกลักษณ์ของสะพานแห่งนี้ จึงกลายเป็นสถานที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน จนกลายเป็น สัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเมืองฮอยอัน


บ้านเก่าแก่ประจำตระกูล (Old House)
บ้าน เก่าแก่ประจำตระกูล คือ เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองฮอยอัน บนถนนสายเล็กๆในเมือง จะมีบ้านให้เยี่ยมชมเป็นระยะๆ เริ่มตั้งแต่ “ถนนตรันฝู” อันเป็นที่ตั้งของ “บ้านเลขที่ 77” ซึ่งเป็นบ้านของชาวจีน ตัวบ้านมีอายุเกือบ 80 ปี โดยมีการอยู่อาศัยมาถึง 6 รุ่น ภายในประกอบด้วยเครื่องไม้ที่ใช้ประดับตกแต่งอย่างงดงาม “ถนนเหวียนไทฮ็อก” มีบ้านประจำตระกูลให้เข้าชมหลายหลัง เช่น “บ้านเลขที่ 22” บ้านของพ่อค้าอบเชยชาวจีน สร้างมาเกือบ 90 ปีมีการก่อสร้างอย่างประณีต สำหรับบ้านเก่าแก่ที่โดดเด่นที่สุดคือ “บ้านเลขที่ 101” อันเป็นบ้านของชาวจีนในตระกูล Tan Ky ภายในแบ่งพื้นที่อย่างลงตัว ตั้งแต่ ห้องสมุด ห้องรับแขก และห้องครัว บ้านหลังนี้ถือเป็นบ้านไม้ที่เก่าแก่และงดงามที่สุดของเมืองฮอยอัน สร้างขึ้นเมื่อ 75 ปีก่อน โดยอยู่อาศัยกันมา 5 ชั่วอายุคน


ศูนย์วัฒนธรรมและหัตถกรรม (Handicraft workshop and traditional music shop)
หาก ต้องการทำความรู้จักกับเมืองฮอยอันและวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะด้านศิลปะการแสดงซึ่งหาชมได้ยากแล้ว ศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีโรงละครหลังเล็กซึ่งมีการละเล่นพื้นเมือง และนาฏศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชาวเวียดนาม โดยการการแสดงวันละ 2 รอบ เวลา 10.00 และ 15.00น. ทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งซื้อหางานหัตถกรรมกลับไปเป็นของฝากอันน่าประทับใจ เช่น งานไม้และหินอ่อนแกะสลัก โดยสามารถชมขั้นตอนการผลิตของช่างได้อีกด้วย


พิพิธภัณฑ์เซรามิก (Museu of Trading Ceramics)
ถ้วย ชามเก่าแก่อันทรงคุณค่าของเวียดนาม ถูกจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ร่วมกับเครื่องใช้สมัยโบราณ ทำให้ผู้ชมมองเห็นภาพชีวิตของผู้คนในอดีตได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาคารพิพิธภัณฑ์เองก็มีความน่าสนใจ เพราะดัดแปลงจากบ้านไม้เก่าแก่ของชาวจีน ที่เข้ามาติดต่อค้าขายยาสมุนไพร แล้วตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ฮอยอัน บนระเบียงบนชั้น 2 ของบ้าน สามารถมองลงมายังถนนเพื่อชมเมืองมรดกโลกแห่งนี้ ในมุมสูงได้อีกด้วย

แม่น้ำทูโบน
แม่ น้ำสายนี้ เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่หล่อเลี้ยงชาวฮอยอันมาเนิ่นนาน ตั้งแต่ครั้งที่ฮอยอันยังเป็นเมืองท่าสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ามากมาย “ทูโบน” จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ทำให้ฮอยอันเป็นศูนย์กลางการค้า และปะทะสังสรรค์ทางวัฒนธรรม ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก ตราบจนกระทั่งแม่น้ำเริ่มตื้นเขินเรือสินค้าไม่สามารถจอดเทียบท่าได้ บทบาทของทูโบนในแง่การค้าจึงลดลงไป แต่ไม่ใช่สำหรับชาวฮอยอัน เพราะสายน้ำแห่งนี้ยังคงเป็นเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผู้คน ยังคงถูกใช้ในการสัญจรไปมา และยังคงเป็นสถานที่อันเปี่ยมเสน่ห์สำหรับนักเดินทางจากต่างถิ่น ที่ผ่านมาเยี่ยมชมบ้านเรือนสไตล์โคโลเนียลริมฝั่งแม่น้ำ, หมู่บ้านชาวประมงที่ดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่าย, เรือพื้นบ้านที่สร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญา ผสมผสานกับงานศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสเน่ห์ที่ยากจะลืมเลือน หากได้เดินทางมายังสายน้ำแห่งชีวิตของฮอยอันสายนี้

หาดเกาได๋ หรือ หาดจีน (Cao Dai Beach)
ชาย หาดที่ทอดยาวมาจากเมืองดานัง มีชื่อว่า “เกาได๋” หรือ “หาดจีน” บริเวณฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำทูโบน ทรายเนื้อละเอียดกับน้ำทะเลใสสะอาดตา รวมทั้งบรรยากาศอันเงียบสงบ ทำให้สถานที่แห่งนี้เหมาะสำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง นักท่องเที่ยวสามารถเลือกกิจกรรมทางน้ำที่ชื่นชอบได้มากมาย ส่วนที่พักมักเป็นโรงแรมชั้นดี มีความสะดวกสบายครบถ้วน


แนะนำโรงแรม
ฮอยอันมีที่พักให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย ทั้งแบบเกสตเฮาส์ราคาย่อมเยา โรงแรมระดับปานกลางรวมถึง โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว
    Van Loi Hotel
    ห้องพักสะอาดสะอ้าน เครื่องเรือนส่วนใหญ่เป็นไม้ เน้นการตกแต่งแบบดั้งเดิม ห้องพักคุมโทนสีน้ำตาลอ่อน ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในอดีตที่แสนอบอุ่น ตั้งอยู่ในตัวเมืองเก่า ใกล้กับสะพานญี่ปุ่น คลิกเข้าไปชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.hoianvanloihotel.com

    Hoi An Beach Resort
    โรงแรม กึ่งรีสอร์ทระดับ 4 ดาวที่เน้นความเป็นส่วนตัว  มีห้องพักหลากหลาย มีสระว่ายน้ำ และฟิตเนสไว้บริการ ผู้ที่นำบุตรหลานไปด้วยสามารถจ้างพี่เลี้ยงจากโรงแรมคอยช่วยดูแล สนใจเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ www.hoianbeachresort.com.vn

    Hoi An Hotel
    โรงแรม แห่งนี้ ถือเป็นโรงแรมต้นตำรับของเมืองฮอยอันที่เปิดกิจการมาอย่างยาวนาน และเป็นที่พักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง มีสปาไว้ให้ผู้เข้าพักได้ผ่อนคลาย รวมถึงสวนสมุนไพร และการเสริฟ์เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ 

แนะนำร้านอาหาร
ฮอยอันถือเป็นเมืองที่อาหารรสชาติดีที่สุดในเขตเวียดนามกลาง ร้าน อาหารต้นตำรับมักอยู่ในภัตตาคารใจกลางเมือง ส่วนร้านอาหารสัญชาติตะวันตกจะอยู่บนถนนในเมืองเก่า โดยเฉพาะริมฝั่งแม่น้ำทูโบน เมนูเด็ดคือ “เกาเหลา” ซึ่งได้รับความนิยมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพราะหาชิมได้ง่าย แถมราคาไม่แพง

ร้านอาหารที่พลาดไม่ได้สำหรับฮอยอันก็คือ “ร้าน Trung Bac” ซึ่งเปิดขายมากกว่าร้อยปี บรรยากาศดี อาหารอร่อย รายการแนะนำได้แก่ เกาเหลา ซึ่งจะแตกต่างจากในบ้านเราเล็กน้อย เพราะเน้นใส่กากหมูกับ
ผักกาดหอม


แนะนำของฝาก
สินค้าขึ้นชื่อของฮอยอัน หนีไม่พ้นสินค้ทำมือจำพวกของที่ระลึก HANDMADE เช่น

โคมไฟผ้าไหมหลากสี โคมไฟสีสดเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของฮอยอัน ที่เป็น “ภาพจำ” ของผู้คนทั่วโลก มีจำหน่ายทั่วไปในเมืองโดยเฉพาะสองฝั่งของถนนตรันฝูในย่านเมืองเก่า

ไม้และหินอ่อนแกะสลัก ถือเป็นสินค้าขึ้นชื่อของเวียดนาม สามารถหาซื้อได้ในร้านค้า บนถนนเหวียนทิมิงห์ไค ใกล้กับสะพานญี่ปุ่น และศูนย์วัฒนธรรมและหัตถกรรม

ภาพวาด ภาพวาดที่สะท้อนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวฮอยอัน เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับผู้ที่ต้องการเก็บบรรยากาศความงดงามของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไว้บนผืนผ้าฝบ นำกลับไปฝากผู้ที่ยังไม่มีโอกาศมาเยี่ยมเยือน รับรองว่าจะสร้างความประทับใจแก่ผู้รับไม่มีวันลืมเลือน ร้านสไตล์อาร์ตแกลลอรี่ ซึ่งจำหน่ายภาพวาดเหล่านี้ มีอยู่มากมายบนถนนเหวียนทิมิงห์ไค

โฮจิมินห์

จัตุรัสโฮจิมินห์ (Tran Nguyen Hai Statue)
จัตุรัสแห่งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวในเมืองโฮจิมินห์ เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง สามารถเดินทางไปยังจุดอื่นๆ ได้อย่างสะดวก จุดสังเกตคือประติมากรรม “ลุงโฮ” หรือ “โฮจิมินห์” อดีตประธานาธิดีกับเด็กๆ ด้านหลังเป็นศาลาว่าการของเมือง ที่สร้างขึ้นโดยได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสไตล์ฝรั่งเศส บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการค้า ซึ่งแม้จะมีผู้คนจอแจ แต่รถไม่ติดเหมือนบ้านเรา เพราะมีจำนวนรถยนต์น้อย ส่วนใหญ่เป็นมอเตอร์ไซต์แทบทั้งสิ้น ถือเป็นสเน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเมืองแห่งนี้


ตลาดบินถั่น (Ben Thanh Market)
ไม่ไกลจากจัตุรัสโฮจิมินห์มีถนนสายหนึ่งชื่อว่า “เลเลย” (Le Loi) ซึ่งเป็นที่ตั้งของตลาดบินถั่น แหล่งค้าขายสินค้าที่ได้รับความนิยมคนพื้นเมือง และชาวต่างชาติที่เดินทางไปท่องเที่ยว เนื่องจากมีข้าวของจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา ของที่ระลึก เครื่องเทศ อาหารสด อาหารแห้ง รวมไปถึงดอกไม้ ที่สำคัญราคาไม่แพง สังเกตไม่ยาก เพราะมีหอนาฬิกาอยู่ทางด้านหน้า อารมณ์เดียวกับตลาดนัดจัตุจักรบ้านเราไม่มีผิด

โรงละคร (Opera House)
“ยา ฮดแถงห์โฝ” (Nha hat Thanh Pho) คือชื่อของโรงละครตามการออกเสียงของชาวเวียดนาม ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับตลาดบินถั่น โรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2402 ในปัจจุบันมีการแสดงประเภทต่างๆ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ด้านหน้าโรงละครมีลานน้ำพุซึ่งมักมีผู้คนมานั่งพักผ่อนในยามค่ำคืน

โบสถ์นอร์ทเธอดาม (Notre Dame Cathedral)
สัญลักษณ์ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองโฮจิมินห์ ก็คือโบสถ์นอร์ทเธอดาม ซึ่งนอกจากจะมีความงดงามที่สุด ในจำนวนโบสถ์ทั้งหมดของเวียดนามแล้ว ประเด็นสำคัญคือ การมีนัยยะอันหมายถึงการเข้ามาของประเทศทางตะวันตก ลักษณะของตัวโบสถ์เป็นรูปแบบของสมัยอาณานิคม มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมอยู่ด้านบนสูง 40 เมตร เป็นเอกลักษณ์ที่งดงามของสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ด้านหน้าโบสถ์มีประติมากรรมสีขาวบริสุทธิ์รูปพระแม่มารี ความแตกต่างระหว่างโบสถ์นอร์ทเธอดามกับโบสถ์อื่นๆ คือการไม่มีกระจกสีประดับประดา เพราะได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2420 โดยใช้เวลาสร้างทั้งหมด 6 ปี

ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ (Main Post Office)
ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์ เป็นที่ว่าการไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้สถานที่ดังกล่าวมีความน่าสนใจ แต่ความสวยงามลงตัวของการออกแบบตกแต่ง คือเหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวมากมายโดยเฉพาะนักออกแบบ พากันเดินทางมาชมสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ตัวอาคารสไตล์ฝรั่งเศส ตกแต่งด้วยกระจกสี ภายในมีภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ และภาพของอดีตผู้นำประเทศโฮจิมินห์ เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2439 ใช้เวลา 5 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ กลายเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความสง่างามแห่งหนึ่งของเมืองโฮจิมินห์ ถ้าส่งจดหมายหรือโปสการ์ดถึงใครสักคนจากไปรษณีย์แห่งนี้ ผู้รับคงจะดีใจไม่น้อยไปกว่าได้ของฝากราคาแพง ไม่เชื่อก็ลองดู

สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ (Zoo & Botanic Gardens)
“ถ่าว กัมเวียน” (Thao Cam Vien) หรือสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ในภาษาเวียดนาม คงไม่ใช่สถานที่ที่น่าสนใจมากนัก หากไม่มีสิ่งของสำคัญอย่างช้างหล่อพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ของเรา ครั้งเสด็จเยือนอินโดจีน ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสัมพันธไมตรี ระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยมีจารึกไว้ที่แท่นด้านหน้าว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงสยาม พระราชทานไว้ให้เป็นที่ระลึก ในการที่ได้เสด็จพระราชดำเนินมายังประเทศอินโดจีนเป็นครั้งแรก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นที่เมืองไซ่ง่อน เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2473”สวนสัตว์แห่งนี้ตั้งอยู่สุดถนนเลหย่วน สามารถนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือเดินเท้าก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ (History Museum)
ถ้า อยากทราบประวัติศาสตร์เวียดนามอย่างรวบรัดในเวลาอันรวดเร็ว “พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ” ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีเพราะมีโบราณวัตถุที่แสดงถึงพัฒนาการของสังคม ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนเข้าสู่ยุคสมัยต่างๆ ของเวียดนาม มีการจัดแสดงโบราณวัตถุมากมาย เช่น กลองมโหระทึก เครื่องปั้นดินเผา แต่งกายพื้นเมืองของชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังของอาคารอีกด้วย เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็คือ ตึกทรงยุโรปอันเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “เวียนบ่าวตางหลิกสือ” (Vien Bao Tang Lich Su) ตั้งอยู่ใกล้กับ สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ สร้างโดยฝรั่งเศสเมื่อปี พ.ศ. 2470

พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ (Ho Chi Minh Museum)
เมื่อ เดินทางมาถึงเมืองโฮจิมินห์ ก็พลาดไม่ได้ที่ต้องเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะเป็นสถานที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ “โฮจิมินห์” อดีตผู้นำประเทศเวียตนาม และการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเสรีภาพจากชาติตะวันตกเพื่อปกป้องอธิปไตยของคนใน ชาติ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็นหมวดหมู่ สามารถเข้าใจเนื้อหาได้โดยง่าย ชาวเวียดนามเรียกพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ว่า “บ้านมังกร” มี 2 ชั้น บนระเบียงชั้นสอง สามารถมองเห็นสายน้ำไซ่ง่อนซึ่งมีเรือบรรทุกสินค้าลำใหญ่ได้อย่างชัดเจน พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำไซ่ง่อน และแม่น้ำเบนเหง่ สามารถนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หรือแท็กซี่ไปได้อย่างสะดวก เพราะอยู่ห่างจาก
ใจกลางเมืองเพียง 5 กิโลเมตร

ทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ (Reunification Palace)
อาคาร ทันสมัยรายรอบด้วยสวนกว้างใหญ่กลางในเมืองโฮจิมินห์ ออกแบบโดย โงเวียดท (Ngo Viet Thu) สถาปนิคชาวเวียดนาม ผู้สำเร็จการศึกษาจากฝรั่งเศส ถูกใช้เป็นทำเนียบประธานาธิบดี จนกระทั่งวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์ได้เคลื่อนขบวนรถถังเข้าชนประตูเหล็ก ด้านหน้าของทำเนียบ และโค่นรัฐบาลเวียดนามใต้ลง จากวันนั้นเป็นต้นมาทำเนียบดังกล่าวถูกปิดตาย โดยเปิดอีกครั้งในฐานะของพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทิ้งไว้ให้เสมือนสภาพเดิม ในวันที่ 30 เมษายน โดยชั้นล่างเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการบรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น ชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งประกอบด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัว และลานจอดเฮลิคอปเตอร์

แนะนำโรงแรม
    Rex Hotel Saigon
    โรงแรม เก่าแก่ที่ได้รับความนิยมสืบต่อกันมานาน ตกแต่งด้วยการผสมผสานระหว่างสเน่ห์ตะวันออก กับความคลาสสิกของโลกตะวันตกยุคเก่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ สะดวกต่อการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยง ร้านค้าและร้านอาหารต่างๆ ชั้นบนของโรงแรมมีภัตตาคารซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองได้อย่างชัดเจน ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 100 ดอลลาร์โดยประมาณ

    Hotel Majestic Saigon
    โรงแรม ระดับ 5 ดาว สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2468 ได้รับการออกแบบในสไตล์เฟรนช์โคโลเนี่ยล อยู่ห่างจากสนามบินโฮจิมินห์ ซิตี้เพียง 7 กิโลเมตร ฟากหนึ่งของห้องพักทั้งหมดสามารถมองเห็นแม่น้ำไซ่ง่อน ภายในโรงแรมมีร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม และสถานบันเทิงรวมกันทั้งหมด 8 ร้าน โดยให้บริการตั้งแต่อาหารตำรับยุโรป และเอเชีย ไปจนถึงค็อคเทลที่เปียโนบาร์ อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โรงแรมนี้มีเสน่ห์
    ก็คือ จากประวัติศาสต์การเมืองที่เข้มข้นของเวียดนาม โรงแรมแห่งนี้เคยเป็นที่พักให้กับผู้นำประเทศ กองทัพญี่ปุ่น รวมไปจนถึงสายลับ


    Caravelle Hotel
    ตั้ง อยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจ และความบันเทิงของเมือง ห่างจากสนามบิน 12 กิโลเมตร ภัตตาคารภายในโรงแรมมีให้เลือกหลากหลาย มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ทั้ง สระว่ายน้ำ ยิม และสปา โรงแรมต่างๆ เหล่านี้ สามารถจองผ่าน www.hotelforthai.com
แนะนำร้านอาหาร
    ร้านไหนาม (Hai Nam)
    โด่งดังเรื่อง "ข้าวเกรียบปากหม้อ (Banh Cuon)" ซึ่งทั้งอร่อย สะอาดและถูกหลักอนามัย ตัวร้านตั้งอยู่ไม่ไกลจากกลางใจเมือง เปิดตั้งแต่เช้าถึงเย็น เหมาะสำหรับมื้อเช้าเบาๆ สังเกตหน้าร้านมี สาวเวียดนามละเลงแป้งใส่ไส้หมูสับกับกุ้ง แล้วบรรจงม้วนจัดใส่จานพร้อมผักสดน่ารับประทาน

    ร้านงือบิ่นห์ (Ngu Binh)
    ร้าน นี้ส่วนใหญ่รู้จักกันเฉพาะในหมู่คนไทยที่มาทำงานในโฮจิมินห์ อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไป มีเมนูอาหารเพียง 7 อย่าง แต่อร่อยทุกอย่าง เช่น บั๋นแบ๋ว หรือขนมถ้วยหน้ากุ้งสับ, จ๋าหลั่ว หรือหมูยอ, บั๋นเอิ๊ดโตม หรือปากหม้ออย่างม้วนไส้กุ้ง เป็นต้น ราคาเริ่มต้นราว 10 บาท ต่อ 1 ชิ้น ร้านนี้เปิดตั้งแต่ 15.00 - 20.00 น.

    ร้าน Quan 94 (แปลว่าร้าน 94)
    ถือ เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในโฮจิมินห์ ตัวร้านตั้งอยู่ใจกลางเมือง เมนูเด็ดได้แก่ รายการอาหารที่เกี่ยวกับปู หรือมีปูเป็นส่วนประกอบหลัก
แนะนำของฝาก
ของฝากและแหล่งจำหน่ายในโฮจิมินห์ มีด้วยกันหลายแห่ง เช่น

- ถนน “เลแถงโตน” มีร้านค้าหลายร้านขายผ้าปัก ผ้าไหม ผ้าลินิน แก้ว เซรามิก ฯลฯ
- ถนน “ดงเค่ย” เป็นย่านทันสมัย มีร้านรวงที่หรูหรา จำหน่ายเครื่องสำอาง เครื่องเพชร นาฬิกาข้อมือ เสื้อผ้า
- ตลาดกลางแจ้ง “เลกงเกียว” จำหน่ายโบราณวัตถุ
- ตลาดอเมริกัน “ดานซิงห์” ขายเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าและของตกค้างจากสงคราม เช่น ด็อกแท็กของทหารจีไอ หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ เสื้อและรองเท้าทหาร เข็มทิศ ตราเครื่องหมายทหาร เหล่าต่าง ๆ เป็นต้น


ฮานอย-เว้

ย่านการค้าที่จอแจ เสียงแตรรถยนต์ที่ดังขึ้นเกือบตลอดเวลา กำแพงสีขาวสะอาดถูกปิดทับด้วยใบปลิวโฆษณาจนไม่มีพื้นที่ว่าง กลับกลายเป็นงานศิลปะแขนงใหม่ที่นักท่องเที่ยวต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ ระลึก หนุ่มสาวเดินเล่นริมทะเลสาบ บ้างก็นั่งทานอาหารพื้นเมืองบนเก้าอี้ตัวเตี้ย ภาพชีวิตของผู้คนดำเนินไปอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่กลับมีเสน่ห์ยากที่จะอธิบาย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเมืองที่มีสีสันแห่งหนึ่งของดินแดนตะวันออกอย่าง “ฮานอย” ตรงกันข้ามกับความเงียบสงบแต่ สง่างามของ“เว้” เมืองเก่าแก่ริมแม่น้ำหอม พระราชวังหลวงและสุสานของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหงียนหยุดสายตาของนักเดินทาง เอาไว้ชั่วขณะ อิฐทุกก้อนที่ก่อขึ้นเป็นปราการอันแข็งแกร่ง กระเบื้องทุกชิ้นที่ถูกตัดแต่งอย่างประณีต เพื่อประดับพระตำหนักอันงามวิจิตร ล้วนยืนยันถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองเว้ในอดีตได้เป็นอย่างดี สีสันอันเจิดจ้าของฮานอยกับมนตราแห่งเมืองเก่าแก่ของเว้ จึงสะกดผู้คนจากมุมต่างๆของโลกใบนี้ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสาย

 

ฮานอย

ทะเลสาบโฮวานเกี๋ยม (Ho Hoan Kiem หรือ ทะเลสาบคืนดาบ)
ทะเลสาบ แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองเก่า (Old Quarter) มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าครั้งอดีตพระเจ้าเลไทโต (Le Thai Yo) ได้นำดาบวิเศษซึ่งนำมาต่อสู้กับพวกหมิงจนสามารถปลดปล่อยประเทศให้อิสระแล้ว พระองค์ทรงเรือไปกลางทะเลสาบเพื่อคืนดาบวิเศษให้กับเต่าศักดิ์สิทธิ์ และกล่าวกันว่าเต่าได้ขึ้นมาฉกดาบไปจักพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วหายไปในทะเลสาบ อันเป็นเหตุให้ทะเลสาบแห่งนี้มีชื่อว่า ทะเลสาบคืนดาบ หากมองไปกลางทะเลสาบจะเห็นเจดีย์โบราณโผล่ขึ้นพ้นน้ำ สร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 18 มีชื่อเรียกว่า ทาพรัว (Thap Rua) ซึ่งหมายถึง หอคอยเต่าและในปัจจุบันยังมีหลายคนบอกว่าเห็นเต่าขนาดใหญ่อยู่ในทะเลสาบแห่ง นี้ โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดูกาล ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวฮานอยและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการชื่นชมบรรยากาศยามเย็น หนุ่มสาวถีบเรือชมทิวทัศน์ในทะเลสาบ พ่อแม่อุ้มลูกตัวน้อยเดินเล่นรับลม แม่ค้าขายน้ำมะพร้าวร้องเรียกลูกค้าด้วยภาษาพื้นเมือง ภาพเหล่านี้เห็นได้จนชินตาบริเวณทะเลสาบอันเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนของเมือง รอบทะเลสาบมีร้านขายอาหารมากมาย ทั้งภัตตาคารหรู ร้านอาหารระดับปานกลาง ซึ่งมีทั้งแบบบุปเฟต์ และสั่งทานตามสั่ง รวมถึงร้านเบเกอรี่หน้าตาหวานฉ่ำชวนรับประทาน

 


วัดหง็อกเซิน ( Ngoc Son หรือ วัดเนินหยก)
ริม ทะเลสาบบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง เป็นที่ตั้งของวัดหง็อกเซินอันร่มรื่น แต่ไฮไลท์กลับไม่ได้อยู่ที่ตัววัด เพราะสิ่งที่ติดตราตรึงใจนักท่องเที่ยว จนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงฮานอยก็คือ สะพานเทฮุก (The Huc) หรือสะพานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามไปยังวัดดังกล่าว สะพานแห่งนี้ทาด้วยสีแดงสด และมีรูปแบบทางศิลปะที่งดงามจนยากจะลืมได้ลง

 


สุสานโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh’ s Mausoleum)
หาก ได้พบผู้คนมากมายเข้าแถวยาวจนแทบมองหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ นั่นแสดงว่าเดินทางไปถึงสุสานโฮจิมินห์เรียบร้อยแล้ว เพราะสถานที่ดังกล่าวจะมีผู้คนจากทุกสารทิศ ทั้งชาวเวียดนามและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาเข้าคิวรอชมสุสานดังกล่าว ตั้งแต่เช้าตรู่ สุสานแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2516 ตั้งอยู่บนถนนเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) บริเวณจัตุรัสบาสดิงห์ (Ba Dinh) ซึ่งเป็นสถานที่อ่านคำประกาศอิสรภาพ ในวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2488 ศพของ “โฮจิมินห์” วีรบุรุษของชาวเวียดนาม นอนสงบนิ่งอยู่ในโลงแก้วภายในอาคารหินอ่อนอันสง่างามที่มีชื่อว่า“จู่ติกโฮจิมินห์” (Lang Chu Tich Ho chi Minh ) หลังสุสาน มีสวนสาธารณะอันร่มรื่นพร้อมด้วยสระน้ำเล็กๆ และบ้านที่สร้างบนเสาสูงซึ่งเชื่อกันว่า เคยเป็นที่อยู่ของโฮจิมินห์อีกด้วย

 


โรงละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water Puppet Theatre)
การ ชม “หุ่นกระบอกน้ำ” เป็นกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยว เพราะเป็นศิลปะการแสดงที่หาชมได้ยาก ทั้งยังเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันนี้เหลือเพียงไม่กี่คณะเท่านั้น การแสดงหุ่นกระบอกน้ำ มีต้นกำเนิดที่กรุงฮานอย เพราะในอดีต แม่น้ำซ่งโหงจะท่วมฮานอยทุกปี ชาวบ้านจึงคิดค้นการแสดงนี้ขึ้นมาเพื่อใช้แสดงในระหว่างที่น้ำท่วม เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ ผู้เชิดหุ่นกระบอกน้ำ ต้องแช่น้ำครึ่งตัวเพื่อเชิดหุ่นกระบอกซึ่งมีน้ำหนักเกือบ 20 กิโลกรัม เรื่องราวที่นิยมนำมาแสดง มักจะเป็นเรื่องเทพนิยายและวิถีชีวิตของเกษตรกร อย่างเช่น เรื่องพระเจ้าหลีไทโตกับเต่าศักดิ์สิทธิ และพิธีเก็บเกี่ยวข้าว เป็นต้น โรงละครแห่งนี้ ตั้งอยู่ในตัวเมืองฮานอย โดดเด่นด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก

 
ตลาดดงซวน (Dong Xuan)
ใคร หลงใหลความคลาสิคของตลาดเก่า ต้องไม่พลาดตลาดดงซวนซึ่งตั้งอยู่สุดถนนฮังดาว ทางด้านเหนือของเขตเมืองเก่า ตลาดแห่งนี้โดนไฟไหม้ไปตั้งแต่ปี 1994 แต่มีการบูรณะเพื่อรักษารูปแบบเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด ปัจจุบันเป็นแหล่งค้าจายสินค้ามมากมาย ตั้งแต่เสื้อผ้าอาภรณ์ เครื่องถักทอจักสาน เหล้ายาปลาปิ้ง และข้าวสารอาหารแห้ง รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่างๆ แต่สินค้าที่ทำให้ตลาดแห่งนี้ยังคงไว้ซึ่งบรรยากาศเก่าๆ ก็คือ ยาสมุนไพรในร้านขายยาแผนโบราณซึ่งส่งกลิ่นเรียกลูกค้ามาแต่ไกล พร้อมด้วยยาดองซึ่งมีสัตว์จำพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอ และจิ้งจกตุ๊กแกบรรจุอยู่ในขวด

 
ฮาลองเบย์
อ่าว ฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังฮานอย เพราะอ่าวดังกล่าว อยู่ในเขตจังหวัดกว่างนิงห์ (Quang Ninh) ทางเหนือของกรุงฮานอย ซึ่งสามารถเดินทางโดยรถบัสใช้เวลาราว 3 ชั่วโมงครึ่ง กับระยะทาง 160 กิโลเมตร ฮาลองเบย์ประกอบไปด้วยเกาะกว่า 3,000 เกาะ และมีเนื้อที่กว่า 4,000 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้เป็น “มรดกโลก” ด้วยความสวยงามและอุดมสมบูนณ์ ชื่ออ่าวดังกล่าวหมายถึง มังกรร่อน นิทานปรัมปราของเวียดนาม เล่าว่ามีมังกรร่อนมาลง ณ ผืนน้ำในอ่าวแห่งนี้เมื่อครั้งบรรพกาล

    กิจกรรม 
 
    - ล่องเรือท่องเที่ยวภายในอ่าว
    การ ชมทิวทัศน์ของอ่าวโดยการล่องเรือ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมาก เรือส่วนใหญ่มีห้องพัก ภายใน ยามเย็นอาจเดินขึ้นไปนอนเล่นบนดาดฟ้าเรือ นั่งชมฝูงแมลงปอบินว่อนเหนือผืนน้ำก่อนพระอาทิตย์ตกดิน มองดูคล้ายมังกรตัวน้อยๆกำลังร่อนลงเหมือนชื่ออ่าวฮาลองเบย์


    - ศึกษาวิถีชีวิตชาวประมง
    ใน อ่าวฮาลอง มีหลายจุดที่จะได้พบกับชาวประมงพื้นบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชังเพื่อยังชีพ ถือเป็นวิถีชีวิตที่น่าอิจฉา เพราะไม่ต้องพบปะกับความวุ่นวายในเมืองใหญ่


    - พายเรือ-เล่นน้ำ
    น้ำ ใสๆไร้มลพิษของฮาลองเบย์ อาจทำให้ใครหลายคนอดใจไม่ไหว ต้องขอลงไปแหวกว่ายให้ชุ่มฉ่ำ หรือ อาจพายเรือเล่นใกล้ๆ จุดที่เรือจอดก็ได้ โดยปกติที่เรือจะมีอุปกรณ์ต่างๆเตรียมไว้ให้พร้อม รวมทั้งเสื้อชูชีพ

    - เข้าถ้ำ - แวะเกาะ
    “ถ้ำ เด่าโก๋” (Dao Go) "ถ้ำสวรรค์" มีหินงอกหินย้อยงดงามตระการตา โดยมีการเปิดไฟสีต่างๆ ส่องให้เกิดความระยิบระยับมากยิ่งขึ้น ภายในถ้ำประกอบด้วยห้อง 3 ห้อง แต่ละห้องมีเอกลักษณ์ที่ธรรมชาติสรรสร้างให้แตกต่างกันไป
    “เกาะ กั๊ตบา” เป็นจุดแวะพักอีกแห่งหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติแล้ว ยังเป็นแหล่งโบราณคดีซึ่งมีการพบโครงกระดูมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์พร้อม เครื่องมือหินอีกด้วย เกาะแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ในเกาะประกอบอาชีพประมง


Tam Coc (ฮาลองบก)
แหล่ง ท่องเที่ยวแห่งนี้อยู่ที่เมือง Ninh Binh มีลักษณะเป็นการล่องเรือผ่านจุดต่างๆซึ่งประกอบด้วยถ้ำ 3 แห่ง อันเป็นคำแปลของคำว่า Tam Coc โดยนั่งบนเรือพายขนาดเล็ก ชมทิวทัศน์อันงดงามเหมือนภาพเขียนของชาวจีน เรือมากมายรอรับนักเดินทางที่จะเข้ามาเยี่ยมชม ฝีพายชาวเวียดนามทั้งหญิงและชาย สวมหมวกรูปทรงแปลกตา ภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคยทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน จนแสงแดดอันร้อนแรงไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการเดินทางได้

 
แนะนำที่พัก
 

    Sofitel Metropole Hanoi Hotel
    โรงแรมแห่งนี้ สร้างขึ้นตั้งแต่พ.ศ. 2444 ตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอย เคยให้การต้อนรับทูต นักเขียน
    นัก ธุรกิจ และผู้นำประเทศมาแล้วเป็นเวลาร่วมศตวรรษ ประกอบด้วยสวนที่สวยงามภายในอาคาร อาหารตำรับฝรั่งเศสรสเลิศที่ร้าน Le Beaulieu รวมถึงห้องจัดกิจกรรม สระว่ายน้ำ และฟิตเนส

    Melia Hotel
    โรงแรม หรูตั้งอยู่ในย่านการเงินและสถานทูต ใกล้กับแหล่งช็อปปิ้ง มองเห็นทัศนียภาพของตัวเมืองซึ่งมีสวนสาธารณะ แม่น้ำ และทะเลสาบจากอาคารสูง 22 ชั้น โรงแรมดังกล่าว ได้รับการยกย่องจากสื่อสิ่งพิมพ์ และองค์กรภาครัฐหลายแห่งในเรื่องบริการอันยอดเยี่ยมมาเป็นเวลา

    Hanoi Grand View Hotel
    ตั้ง อยู่ใกล้กับความสถานบันเทิงในเวียดนาม ห่างสนามบินนานาชาติฮานอย เพียง 32 กม. โรงแรมระดับ 3 ดาว แห่งนี้ให้บริการห้องพัก พร้อมความสะดวกสบายและความผ่อนคลายเหมือนอยู่กับบ้าน ทุกห้องได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม โดยมี ห้องปลอดบุหรี่, เครื่องปรับอากาศ, เสื้อคลุมอาบน้ำ, หนังสือพิมพ์รายวัน, โต๊ะเขียนหนังสือ, เครื่องเป่าผม นอกจากนี้ ยังมี รูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมงและบริการต่างๆมากมาย
แนะนำร้านอาหาร
ศูนย์ รวมของแหล่งอาหารในฮานอยจะอยู่ในย่านโอลด์ควอเตอร์ และริมทะเลสาบโฮวานเกี๋ยม มีทั้งอาหารที่ขึ้นชื่ออย่างเฝอ พร้อมกับผักสดเครื่องเคียง ถือเป็นอาหารท้องถิ่น หรือจะเลือกร้านประเภทภัตตาคารก็ได้ ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นหลักย่านใจกลางเมือง มีทั้งร้านอาหารเวียดนาม อาหารตะวันตก และจีน

 
    - Sen
    ร้าน อาหารเวียดนามที่ขึ้นชื่อเรื่อง “บุฟเฟต์” สุดคุ้ม ตั้งอยู่บนถนน Au Co ทางเดียวกับทางที่ไปสนามบิน ราคาต่อหัวไม่เกิน 300 บาท มีทั้งอาหารคาวหวาน ขนม ผลไม้ให้เลือกชิมตามชอบใจ จ่ายด้วยเงินดองหรือดอลล่าร์ก็ได้

    - Little Hanoi
    ร้านนี้ได้รับการการันตีโดย Lonely Planet ตั้งอยู่บริเวณ Old Quarter มี 2 สาขา สั่งได้เลย อร่อยทุกอย่าง ที่สำคัญราคาไม่แพง

    - Pho Suong
    ขาย อาหารพื้นเมืองจำพวกเฝอ รสชาติแบบท้องถิ่นดั้งเดิม เพราะไม่ใช่ร้านที่เน้นขายนักท่องเที่ยว น้ำซุปหวานอร่อย มีราคาหน้าร้านชัดเจน ตั้งอยู่ในย่านโอลด์ควอเตอร์ ต้นซอยข้างๆ ตลาดสด (ซอยตรงข้ามร้านขายของที่ระลึกชื่อ Best Choice)
แนะนำของฝาก

 
    กาแฟ
    กาแฟ ถือเป็นของฝากเลื่องชื่อของฮานอย โดยมีให้เลือกหลากหลายประเภท และหลายยี่ห้อ แต่ที่ได้รับความนิยมคือ TRUNG NGUYEN มีกลิ่นหอม รสชาตินุ่ม ราคาไม่แพง กาแฟเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ที่ตลาดในเมือง นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์การชงกาแฟจำหน่ายในราคาถูกอีกด้วย
    หุ่นกระบอกน้ำ
    หาก ใครประทับใจในการแสดงหุ่นกระบอกน้ำ สามารถหาซื้อตัวหุ่นได้จากโรงละครหลังชมการแสดงเสร็จ แม้ราคาอาจค่อนข้างสูงเพราะเป็นงานฝีมือที่ประณีต แต่ก็นับว่าคุ้มค่าเพราะหาไม่ได้อีกแล้วนอกจากในเวียดนามเท่านั้น
 
    รองเท้า-กระเป๋า-แว่นตา
    ตลาด ในกรุงฮานอยเป็นแหล่งรวมสินค้าหลายประเภท หลากที่มา สินค้าราคาถูกส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศจีน เช่น รองเท้า กระเป๋า และแว่นตา ซึ่งล้วนเป็นสินค้าถูกใจวัยรุ่น ล่อตาล่อใจนักท่องเที่ยวให้ซื้อหากลับไปด้วยราคาที่ไม่น่าเชื่อ ตัวอย่างเช่น รองเท้าหุ้มส้นของสุภาพสตรี ราคาเริ่มต้นราว 70 บาทเท่านั้น เช่นเดียวกับแว่นตากันแดดสุดกิ๊บเก๋ แต่ต้องทำใจไว้ล่วงหน้าถึงคุณภาพสินค้าที่ค่อนข้างต่ำสมน้ำสมเนื้อกับราคา
เว้

สุสานจักรพรรดิตือดึ๊ก (Tomb of Tu Duc)
สุสาน แห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเว้ มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่งดงามลงตัว ตามบันทึกระบุว่า พระเจ้าตือดึ๊กทรงเป็นผู้ออกแบบด้วยพระองค์เองแทบทั้งสิ้น โดยเริ่มการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2407 ด้วยแรงงานถึง 3,000 คน ใช้เวลา 3 ปี จึงแล้วเสร็จ
    จุดสำคัญที่ห้ามพลาดได้แก่
    - ตำหนักไม้ริมทะเลสาบลูเคียม
    อาคาร เก่าแก่สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่ริมทะเลสาบที่เต็มไปด้วยดอกบัวอันงดงามอ่อนหงาน จักรพรรดิตืกดึ๊กทรงใช้เวลาว่างในตำหนักแห่งนี้ในการนิพนธ์บทกวี และตกปลาเพื่อผ่อนคลายจากราชกิจ
    - ศิลาจารึก
    แท่ง หินขนาดใหญ่มีตัวอักษรจดจารลงไปในเนื้อหินอย่างหนักแน่น เนื้อหากล่าวสรรเสริญพระเกียรติของจักรพรรดิตือดึ๊ก และบันทึกเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ แม้จะอ่านไม่ออก แต่ควรค่าแก่การได้ยลด้วยตาของตนเอง
    - ตัวสุสาน
    พระ ศพของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์เหงียน ถูกฝังไว้ในสุสานซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุด รายล้อมไปด้วยทิวสนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่เขียวขจีตลอดทั้งปี


สุสานจักรพรรดิมินห์มาง (Tomb of Minh Mang)
สุสาน แห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณปากน้ำตาตรัค และหูตรัค ซึ่งเป็นสาขาของ “แม่น้ำหอม” ที่มาบรรจบกัน การก่อสร้างเริ่มขึ้นก่อนการสิ้นพระชนม์ 1 ปี คือ เมื่อ พ.ศ. 2383 พระเจ้ามินห์มาง เป็นโอรสองค์ที่ 4 ของพระเจ้ายาลอง โดยเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของราชวงศ์เหงียน ถือเป็นกษัตริย์ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงในแง่ของการปฏิรูปขนบธรรมเนียมประเพณีและการเกษตรกรรม การเที่ยวชม ควรเริ่มตั้งแต่บริเวณลานกว้างที่มีรูปสลักของบรรดาช้าง ม้า ทหาร และขุนนาง ตั้งเรียงรายอยู่ ถัดเข้าไปเป็นศิลาจารึก และพระตำหนักชั้นในที่รายล้อมไปด้วยบึงและสวนอันร่มรื่น จากตำหนักนี้เองที่สามารถมองเห็นหลุมฝังพระศพ ซึ่งมีลักษณะเป็นเนินดินรูปวงกลมขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยรั้วสูง

 
พระราชวังเดิม หรือ พระราชวังหลวง นครจักรพรรดิ์ (Imperial Enclose)
พระราชวัง แห่งนี้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2348 ในรัชกาลพระเจ้ายาลอง เสร็จสมบูรณ์ในสมัยจักรพรรดิ์มินห์มาง ใช้เวลาก่อสร้างถึง 27 ปี โดยสร้างตามแบบพระราชวังต้องห้ามของจีน แต่ย่อส่วนลงมา พระราชวังเดิมถูกออบแบบให้มีกำแพงล้อมรอบ 3 ชั้น แต่ละชั้นจะประกอบไปด้วยพระราชวังและตำหนักต่างๆ ส่วนชั้นในจะมีพระราชวังต้องห้าม เป็นเขตเฉพาะพระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงค์เหงียนเท่านั้น พระราชวังแห่งนี้ถูกฝรั่งเศสเผาใน พ.ศ. 2488 ได้รับความเสียหายเป็นอันมาก จึงร้างไป ต่อมาเมื่อเกิดสงครามเวียดนาม ก็ถูกเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิด เนื่องจากเป็นที่ซ่องสุมของพวกคอมมิวนิสต์ เมื่อสงครามสงบ Unesco จึงเข้ามาบูรณะ และขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปีพ.ศ. 2536 นอกเหนือจากการเที่ยวชมความงามของพระราชวังแล้ว ภายในยังมีชุดจักรพรรดิ์และมเหสีให้นักท่องเที่ยวเช่าถ่ายรูปด้วยความสนุกสนานอีกด้วย

 
เจดีย์เทียนมู่ (Thien mu pagoda)
เจดีย์ แห่งนี้ ตั้งอยู่ในวัดเทียนมู่ ศูนย์กลางทางพุทธศาสนานิกายเซน ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของ “แม่น้ำหอม” ทางไปสุสานของพระเจ้ามิงห์มาง เจดีย์เทียนมู่ เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของวัด จุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้ มีลักษณะเป็น เจดีย์ทรงเก๋ง 8 เหลี่ยม ลดหลั่นกัน 7 ชั้น มีจารึกขนาบทั้ง 2 ข้าง รวมทั้งระฆังสำริดขนาดใหญ่หนักถึง 2,000 กิโลกรัม ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของวัดแห่งนี้คือ การมีบทบาททางประวัติศาสตร์และการเมืองในยุคหลังของเวียดนาม เมื่อพระภิกษุนามว่า “ทิกกวางหยุก” เจ้าอาวาสของวัด เผาตัวเองตายในรถออสตินสีฟ้ากลางกรุงไซ่ง่อนหรือโฮจิมินห์ซิตี้ในปัจจุบัน เมื่อช่วงสายของวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2506 เพื่อประท้วงรัฐบาลที่บังคับให้ประชาชนหันไปนับถือศาสนาคริสต์ และการฉ้อราษฎร์บังหลวง รวมทั้งการใช้ความรุนแรงขัดขวางการฉลองวันวิสาขบูชาของประชาชนในประเทศ ปัจจุบันรถคันดังกล่าวถูกเก็บรักษา และจัดแสดงไว้ภายในวัด โดยมีคำอธิบายเรื่องราวโดยย่อเป็นภาษาอังกฤษให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้ถึง เรื่องราวอันน่าหดหู่ใจ อันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองเวียดนาม

 
แนะนำที่พัก

 
    Orchid Hotel
    หนึ่งในโรงแรงที่ดีที่สุดในเมืองเว้ การตกแต่งสวยงามมีระดับ ความสะดวกสบายพร้อม มีห้องพักหลากหลาย ทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการพักอย่างสบายกระเป๋า มีราคาเริ่มต้นที่ 1,300 บาท โดยประมาณหรือ นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความหรูหรา ทางโรงแรมก็มีห้องพักระดับวีไอพีไว้บริการ สถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สะดวกต่อการเดินทางไปในจุดต่างๆ จึงเป็นโรงแรมที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจนต้องบอกต่อ โดยไม่ลืมกระซิบให้ได้ยินดังๆว่า อย่าลืมลิ้มลองอาหารหลากเมนูที่โรงแรมแห่งนี้ เพราะมีพ่อครัวฝีมือดีมาประจำอยู่หลายท่าน
    Festival Hotel
    โรงแรม แห่งนี้ตั้งอยู่บนถนน Mai Thuc Loan ราคาที่เริ่มต้น 1,600 บาท สำหรับโรงแรมระดับ 3 ดาว นับว่าไม่แพงจนเกินไป อีกทั้งอยู่ใกล้กับสนามบิน สะดวกต่อการเดินทาง และยังมีร้านขายของที่ระลึกมากมายรายล้อมอยู่โดยรอบ
แนะนำร้านอาหาร
ใน เมืองเว้ มีร้านอาหารพื้นเมืองให้เลือกชิม ส่วนใหญ่เป็นร้านขายอาหารจำพวก “เฝอ” ซึ่งคล้ายๆกับก๋วยเตี๋ยวบ้านเรา, เกาเหลา, ซาลาเปา ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารตามสั่ง ซึ่งเมนูเด็ดที่อยากแนะนำคือ หม้อไฟ ซึ่งคล้ายๆสุกี้ แต่ที่นั่นจะเน้นผักซึ่งมีทั้งผักที่คนไทยคุ้นเคย และผักพื้นบ้านที่ไม่เคยพบมาก่อน ความสดกรอบไม่ต้องพูดถึง ส่วนน้ำจิ้มรสอ่อนกว่าความแซ่บแบบไทยๆ หลายช่วงตัว แต่ถ้าชอบแนวหวาน เมนูนี้คือสวรรค์ของคุณ สุดท้ายอย่าลืม “แหนมเนือง” อาหารเวียดนามที่ชาวไทยคุ้นเคย ลองทานแล้วเปรียบเทียบดูว่าระหว่างต้นตำรับกับแบบไทยประยุกต์ อย่างไหนโดนใจมากกว่ากัน ? ร้าน อาหารที่พลาดไม่ได้สำหรับการเดินทางไปเมืองเว้ก็คือ “Royal Park” ซึ่งเป็นภัตตาคารชื่อดัง ตกแต่งอย่างหรูหรา ด้านหน้าเป็นสวนบอนไซ จำหน่ายอาหารพื้นเมืองของเวียดนามเป็นหลัก การันตีได้ว่าคุ้มค่ากับความอร่อยระดับราชสำนัก

 
แนะนำของฝาก
นัก ท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปช้อปปิ้งของฝากกันที่ “ตลาดดองบา” ริมแม่น้ำหอม ซึ่งจำหน่ายสินค้าราคาถูก เพราะส่วนใหญ่นำเข้าจากจีน เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ส่วนสินค้าพื้นเมืองก็มีของกินจำพวกกุ้งแห้ง ปลาหมึก และของแห้งอื่นๆ ก่อนซื้อสินค้าอย่าลืมต่อราคาให้มากๆ เพราะพ่อค้าแม่ค้าในเวียดนามมักบอกผ่านให้มีราคาสูงกว่าราคาจริงหลายเท่า ตลาดดังกล่าวมีลักษณะคล้ายตลาดสดในบ้านเรา แต่เป็นตลาดใหญ่ของเมืองเว้ที่ใครๆก็ต้องไปซื้อหาจับจ่ายกันที่นั่น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วังเอ็ดดูเคชั่น & ทัวร์

 

โทรศัพท์ :

(66)24669283

แฟกซ์ :

(66)28910742

โทรศัพท์มือถือ :

 0864609902

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด
รหัสป้องกันสแปม CAPTCHA Image



 *


แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว

ญี่ปุ่น (Japan) article
เกาหลี (Korea) article
จีน (China) article
แคนาดา (Canada) article
บลาซิล (Brazil) article
ประเทศที่คนไทยไม่ต้องขอ Visa article
ลาว (Lao) article
สิงค์โปร (Singapore) article
ฮ่องกง (Hong Kong) - มาเก๊า (Macau) article



WANG EDUCATION & TOUR CO.,LTD